รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เป็นกฎหมายลำดับศักดิ์สูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นใดจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศ ซึ่งตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับ
อันแสดงให้เห็นถึงความขาดเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550
รัฐธรรมนูญไทยระบุว่าประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
และปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (เขียนว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)
กำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ
บริหารและตุลาการ ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ระบบสองสภา แตกต่างจากในอดีตที่ใช้ระบบสภาเดี่ยว รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดให้ผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งแตกต่างกันไป
เช่นเดียวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญและวินิจฉัยข้อขัดแย้งข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ
ภาพรวมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ในทางวิชาการกฎหมายนั้นแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตกได้ถ่ายทอดอยู่ในรูปแบบของทฤษฎีกฎหมายที่เรียกว่า
ทฤษฎีรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสามประการ
คือ การรับรองสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
และการเสริมสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพให้กับรัฐบาล
รัฐธรรมนูญไทยหลายๆฉบับได้ยอมรับแนวคิดดังกล่าวและนำมาเป็นเจตนารมณ์แห่งรัฐ
ธรรมนูญในการกำหนดกรอบในการตราบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหลายๆฉบับของไทย เช่น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 เป็นต้น
โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ได้บัญญัติอย่างชัดแจ้งถึงหลักการดังกล่าวในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นโดยสภาพแล้วรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับที่มีกรอบความคิดแบบตะวันตก
ควรที่จะเกิดผลตามครรลองประชาธิปไตยตะวันตกเหมือนอย่างประเทศตะวันตก
แต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองไทยดูเหมือนได้สวนทางกับ
ระบบการเมืองของตะวันตก ซึ่งต้องยอมรับว่า
รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎหมายลายลักษณ์อักษรสูงสุดของรัฐ
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ซึ่งขัดกับแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่ว่า
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ซึ่งควรมีความศักดิ์สิทธิ์และคงทนถาวร
สำหรับประเทศไทย
ในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่
24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ
อันเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดในการปกครองที่ประเทศหลายฉบับรัฐธรรมนูญดังกล่าว ปรากฏใน 2 ลักษณะคือ ลักษณะหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรโดยที่มีการยกร่างกันอย่างเป็นระบบกับอีกลักษณะ
คือรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการชั่วคราวซึ่งมักจะเรียกว่า
ธรรมนูญการปกครองนั่นเอง
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใช้บังคับเป็นเวลานาน
เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ใช้บังคับเป็นเวลา 9 ปีเศษ แต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลายฉบับใช้บังคับในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเป็น
รัฐธรรมนูญที่มีหลักการสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
แต่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองซึ่งไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง
ทว่าตกอยู่ในมือของกลุ่มข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนายทหารระดับสูง
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรจึงมักจะถูกยกเลิก
โดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผู้นำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหาร
ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป
หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ยึดอำนาจได้สำเร็จก็จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราวแล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรแล้วก็จะมีการเลือกตั้ง
และตามด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
แต่เมื่อรัฐบาลดังกล่าวบริหารประเทศไปได้สักระยะหนึ่งก็จะถูกทำการรัฐประหาร
และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
พร้อมทั้งจัดให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่อีก
หมุนเวียนเป็นวงจรการเมืองของรัฐไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับหลายสิบปี
นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
แม้จะเกิดกรณี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเข้าร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็น
ประชาธิปไตยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากจอมพลถนอม
กิตติขจรทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เพราะขณะทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้น
จอมพลถนอม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
พร้อมกับเตรียมร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามวงจร การเมืองของไทยที่เคยเป็นมา
ก็เกิดกระบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร
ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศไทย
และแม้ต่อมาจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517
ที่เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักการที่เป็นประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง แต่ในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารอีก
และก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทำให้วงจรการเมืองไทยหมุนกลับไปสู่วงจรเดิม คือ รัฐประหาร
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดให้มีการเลือกตั้ง
จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
ซ้ำซากไม่จบสิ้น เฉลี่ยแล้ว รัฐธรรมนูญไทยเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4
ปี ต่างจากกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว
ซึ่งนับตั้งแต่ประกาศใช้ จำนวน 7 มาตรา 55 อนุมาตรา ใน พ.ศ. 2332
จนถึงปัจจุบันสองร้อยกว่าปีนั้น ก็มีแต่การแก้ไขให้ทันสมัยเท่านั้น
ยังหาได้มีการยกเลิกทั้งฉบับเฉกเช่นกรณีของประเทศไทยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี มิใช่ว่ารัฐธรรมนูญที่ดี
จะไม่อาจแก้ไขได้เลย
เพราะในความเป็นจริงย่อมไม่มีกฎหมายฉบับใดที่เหมาะสมกับทุกเวลาสถานการณ์ได้
ดังนั้น รัฐธรรมนูญก็อาจแก้ไขได้ ตามเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
แต่ต้องเป็นไปตามความจำเป็นเท่านั้น อาทิเช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา
ที่กล่าวมาข้างต้น ปัจจุบันยังไม่เคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
ยังคงใช้ฉบับเดิมมาแต่แรก มีเพียงการแก้ไขปรับปรุงส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น
การจะทำให้กลไกหรือมาตรการต่างๆ ในรัฐธรรมนูญยั่งยืนถาวรได้นั้น
จึงอยู่ที่ทุกคนในสังคมที่จะกำหนดวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมว่าจะมีส่วนเข้าใจและเข้าถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยได้เพียงใด
การปฏิวัติสยาม
พ.ศ. 2475
ก่อนที่ราชอาณาจักรไทยจะมีรัฐธรรมนูญนั้น
ราชอาณาจักรไทยมีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบการปกครอง ต่อมาเมื่อวันที่ 24
มิถุนายน พ.ศ. 2475 นั้น
ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยเชิงการเมืองการปกครอง
เมื่อคณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการสายทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน จำนวน 99
คน โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า
ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์
เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงตัดสินพระทัยที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยสงบ
ดังความตามพระราชหัตถเลขา (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ) ที่ทรงเขียนในเดือนสิงหาคม พ.ศ.
2475 ไม่ลงวันที่ พระราชทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งได้แปลเป็นภาษาไทยในหนังสือเรื่อง เกิดวังปารุสก์ เล่ม
2 ความดังนี้
“ฉันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่เขามิได้คิดจะถอดฉัน
และฉันยังเสียใจอยู่จนบัดนี้ ความรู้สึกขั้นแรกก็คือจะลาออกทันที
แต่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำว่าไม่ควรทำ
เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจมีการรบกันจนนองเลือดทั้งยุ่งยากต่างๆ
จนอาจมีฝรั่งเข้ามายุ่งและชาติเราอาจเสียอิสรภาพได้...
ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ
นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว
เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด
ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้...
สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาว่าให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ
และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ
ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ”
ต่อมา
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก่เจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม
พ.ศ. 2475 หลังจากนั้น ทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
ขณะทรงประทับอยู่ที่สหราชอาณาจักร หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงปีเศษ
โดยทรงมีเหตุผลในการตัดสินพระทัย ตามความในพระราชหัตถเลขา ดังนี้
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ
อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า
ให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด
และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า
ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียง ในนโยบายของประเทศไทยโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ
และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เป็นอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ
ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ
และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เป็นต้นไป
ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์
แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวง อันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา
ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งหมด
รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”
จากนั้น ราชอาณาจักรไทย ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาตามลำดับ ดังนี้
1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช 2475
2.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
3.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
4.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญตุ่มแดง
หรือ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม
5.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
6.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495
7.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2511
9.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
10.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
11.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
12.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
13.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
14.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
15.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
16.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
17.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
18.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
การแบ่งกลุ่มรัฐธรรมนูญ
หากแบ่งกลุ่มรัฐธรรมนูญ
ด้วยการวัดที่ระดับการเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติ
จะสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มดังนี้ 1. สภาที่มาจากการเลือกตั้ง:
สภานิติบัญญัติในกลุ่มนี้จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด. ได้แก่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (ซึ่งสภาผู้แทนมีการเลือกตั้งโดยตรง
ส่วนสภาสูงซึ่งเรียกว่าพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม) และ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ที่ทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง)
2.
สภาที่เกิดมาจากการสรรหา: สภานิติบัญญัติที่เกิดมาจากการสรรหาทั้งหมดหรือบางส่วน
โดยที่สมาชิกผู้มาจากการสรรหานั้นมีอำนาจมากพอในการจำกัดอำนาจสมาชิกที่มีมาจาการเลือกตั้งได้
ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490,
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช
2495, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511,
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3.
สภาที่เกิดมาจากการแต่งตั้ง:
ฝ่ายบริหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือเกือบจะเป็นเช่นนั้น ไดเแก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
พุทธศักราช 2475, ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
พุทธศักราช 2502, ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช
2515, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519,
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 และ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
รายละเอียดรัฐธรรมนูญไทย
1.
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรสยาม ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27
มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยเป็นผลพวงหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
โดยคณะราษฎร ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ)
ซึ่งในขณะที่เกิดการปฏิวัตินั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประทับ ณ
พระตำหนักวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พระราชบัญญัติธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ไทย
ร่างขึ้นโดยแกนนำสำคัญภายในคณะราษฎร โดยในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับพระนคร
และในวันเดียวกันนั้นก็โปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้าฯ
และทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาสมาชิกคณะราษฎร
นอกจากนี้คณะราษฎรยังถวายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามด้วย
แต่พระองค์ทรงขอตรวจร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก่อน
ซึ่งพระองค์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันรุ่งขึ้น
โดยทรงพระอักษรกำกับต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า "ชั่วคราว"
สืบเนื่องมาจากพระองค์ทรงเห็นว่าหลักการประชาธิปไตยของผู้ก่อการฯ ไม่พ้องกันกับพระประสงค์ของพระองค์
แต่พระองค์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยเพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้น
สาระสำคัญ
1. รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งหมด 39
มาตรา. มีการจัดวางโครงสร้างอำนาจ ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ อำนาจของกษัตริย์,
อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร, อำนาจของคณะกรรมการราษฎร,
และ อำนาจศาล.
2. อำนาจของกษัตริย์ คือ
เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ ซึ่งการตราพระราชบัญญัติ และการวินิจฉัยคดีของศาล
จะกระทำในนามของกษัตริย์. แต่ถ้ากษัตริย์ไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้ หรือ
ไม่อยู่ในพระนคร ให้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการราษฎร ที่จะทำหน้าที่แทน.
การกระทำใดๆของกษัตริย์ ต้องได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎร และมีกรรมการราษฎร
ผู้หนึ่งผู้ใด ลงนามด้วย.
3. อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร คือ
มีอำนาจออกพระราชบัญญัติ ซึ่งหากกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว เป็นอันบังคับใช้ได้
แต่หากกษัตริย์ มิได้ประกาศใช้พระราชบัญญัตินั้นใน 7 วัน และสภาผู้แทนราษฎร
ลงมติยืนตามมติเดิม ให้ถือว่าพระราชบัญญัตินั้น ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้. อนึ่ง
สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจถอดถอน กรรมการราษฎร หรือ พนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใด
ก็ได้.
4. นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไปจนกว่า
จำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขต ได้สอบไล่ระดับประถมศึกษา เกินกว่าครึ่ง และไม่เกิน
10 ปี จึงจะมีสมาชิกสภาผู้แทน ที่ราษฎร ได้เลือกตั้งขึ้นเอง แต่ในระยะเวลา 6 เดือน
หรือ จนกว่าการจัดประเทศ เป็นปกติเรียบร้อย ให้ "คณะราษฎร" จัดตั้ง
"ผู้แทนราษฎรชั่วคราว" จำนวน 70 นาย เป็นสมาชิกในสภา หลังจากนั้น
ให้ราษฎรเลือกผู้แทน จังหวัดละ 1 คน เว้นแต่ จังหวัดที่มีราษฎรเกินกว่า 100,000 คน
ให้มีผู้แทน เพิ่มขึ้นอีก 1 คน และถ้ามีเศษเกินครึ่ง ก็ให้มีผู้แทน เพิ่มขึ้นอีก
1. ทั้งนี้ ให้ "สมาชิกสภา" ที่เป็นอยู่ก่อนหน้า 70 คนนั้น เป็น
"สมาชิกประเภทที่ 2" และให้มีจำนวนเท่ากับ "สมาชิกสภาที่ราษฎรได้เลือกมา"
กล่าวคือถ้าจำนวนเกิน ให้เลือกกันเอง ว่าผู้ใดจะได้อยู่ต่อ แต่ถ้าจำนวนขาด
ให้เลือกบุคคลใดๆเข้าแทนจนครบ. ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งโดยราษฎร เพื่อเข้ามาเป็น
"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1" ต้อง
สอบไล่วิชาการเมืองตามหลักสูตรที่สภา (70 คน) จะได้ตั้งขึ้น,
มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์, ไม่เป็นผู้ไร้ หรือ
เสมือนไร้ความสามารถ, ไม่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิในการรับเลือก,
มีสัญชาติไทย, และได้รับการเห็นชอบจาก
"สภา 70" ว่า จะไม่นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย. ทั้งนี้
ให้ราษฎรในหมู่บ้าน เลือก ผู้แทน เพื่อออกเสียง เลือกผู้แทนตำบล แล้วให้ผู้แทนตำบล
เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ เป็นการ "เลือกตั้งทางอ้อม". สมาชิกสภา
"ประเภทที่ 1" ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมนี้ ให้อยู่ในตำแหน่ง คราวละ
4 ปี และจะเป็นได้แค่ 2 สมัย. ส่วนผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ต้องมีอายุครบ
20 ปีบริบูรณ์, ไม่เป็นผู้ไร้ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ,
ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เสียสิทธิในการออกเสียง และ มีสัญชาติไทย.
5. คณะกรรมการราษฎร
มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภา. ทั้งนี้ ให้เสนาบดีกระทรวงต่างๆ
รับผิดชอบต่อ คณะกรรมการราษฎร. คณะกรรมการราษฎร จะมีประธาน 1 คน และมีกรรมการอีก
14 คน. ทั้งนี้ ให้สภา เลือกสมาชิกในสภา เพื่อมาทำหน้าที่ประธารกรรมการราษฎร
และให้ประธานกรรมการ เลือกกรรมการราษฎร อีก 14 คน.
ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2475 เวลา
14:00 น. ได้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ของ"คณะราษฎร" ได้แต่งตั้ง
"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" จำนวน 70 นาย, จากนั้น "สภาผู้แทนฯ" ได้เลือก "ประธาน" และ
"รองประธานสภาผู้แทนฯ" รวมทั้ง "ประธานคณะกรรมการราษฎร"
ซึ่งก็ได้เลือก " คณะกรรมการราษฎร" อีก 14 นาย, และได้มีการตั้ง
"คณะอนุกรรมการ" ที่มีจำนวนรวม 7 นาย ขึ้นมาทำหน้าที่ร่าง
"รัฐธรรมนูญใหม่" แทนรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้. รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2
จึงแล้วเสร็จในอีก 6 เดือนถัดมา, ทำให้ไม่มีการ"เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ
ประเภทที่ 1" แต่ประการใด.
สาเหตุการสิ้นสุดการใช้
สาเหตุการสิ้นสุดการใช้รัฐธรรมนูญอันเนื่องมาจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแทน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
2.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม
ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และได้รับการยกเลิกอย่าง “สันติ” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489
เนื่องจากการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมอายุการประกาศและบังคับใช้
13 ปี 5 เดือน
มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน
2482 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศจาก “สยาม”
เป็น “ไทย” ตามข้อเสนอของรัฐบาล
ซึ่งมีพลตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เป็นนายกรัฐมนตรี
ยังผลให้ชื่อของรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
ไปด้วย
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน
2483 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล ซึ่งเสนอโดยขุนบุรัสการกิตติคดี (เหมือน
บุรัสการ) ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งมีนายพลตรี
หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
อันมีผลให้บทเฉพาะกาลซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม 2485 เป็นอย่างช้า
ยืดเวลาออกไปอีก 10 ปี แก่นแท้ของการเสนอยึดบทเฉพาะกาลก็คือ การคงอยู่ต่อไปอีกของสมาชิกประเภทที่
2 อันมาจากการแต่งตั้ง
ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2485
แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามข้อเสนอของรัฐบาล
ซึ่งมีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
ยังผลให้สามารถขยายเวลาอยู่ในตำแหน่งผู้แทนราษฎรออกไปอีกคราวละ 2 ปี
สาระสำคัญ
1) กำหนดให้ประเทศสยามเป็นรัฐเดี่ยว
2) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยาม
พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ คือ
-
ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางสภาผู้แทนราษฎร
- ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี
- ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล
และได้บัญญัติว่า
พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด มิได้
และให้ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
3) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ
มีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นๆ เป็นโมฆะ
แต่ไม่กำหนดให้องค์กรใดเป็นผู้ชี้ขาด
4) เป็นการปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary
System) โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร
ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็อาจถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์ให้ทรงยุบสภาผู้แทนราษฎรได้
5) ใช้ระบบสภาเดียวเช่นเดิม คือ
สภาผู้แทน ประกอบด้วย สมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง
(ครั้งแรก ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน
แล้วผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือก ส.ส. อีกต่อหนึ่ง จากนั้น ครั้งต่อๆ มาจึงใช้วิธีการเลือกตั้งจากราษฎรโดยตรง)
ส่วนสมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งมีจำนวนเท่ากัน
และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยที่อย่างช้าไม่เกิน 10
ปีนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ส.ส. ทั้งหมด จะต้องมาจากการเลือกตั้งของราษฎร
6) มี คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) ประกอบด้วย
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี มีจำนวนอย่างน้อย 15 คนอย่างมาก 24 คน
โดยรัฐมนตรีอย่างน้อย 14 คน จะต้องเลือกมาจากสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร
7)
การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ
ศาลจะจัดตั้งขึ้นได้ก็โดยพระราชบัญญัติ และรับรองอิสระของผู้พิพากษา
8)
รับรองสิทธิของชนชาวสยามไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก
โดยได้รับรองความเสมอกันในกฎหมาย (มาตรา 12) รับรองเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา
(มาตรา 13) รับรองเสรีภาพในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา
การศึกษาอบรมการประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม และการอาชีพ (มาตรา 14)
9)
มีการกำหนดหน้าที่ของชนชาวสยามเป็นครั้งแรก
โดยกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เคารพต่อกฎหมาย ป้องกันประเทศ และเสียภาษีอากร (มาตรา
15)
3.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
เนื่องจากได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
มาเป็นเวลานานถึง 15 ปีแล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก
สมควรที่จะเลิกบทเฉพาะกาล และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2475 และที่สำคัญ
ประเทศไทยต้องการจะสมัครเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติจึงต้องแสดงให้ชาวโลกได้เห็นว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
จึงทำให้ต้องปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียใหม่
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้
ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2489 จำนวน 96 มาตรา โดยนายปรีดี
พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และถูก
"ฉีกทิ้ง" เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยการรัฐประหารของคณะรัฐประหาร
อันมีพลโท ผิน ชุณหะวัน นายทหารกองหนุน เป็นหัวหน้า รวมอายุการประกาศและบังคับใช้
1 ปี 5 เดือน 28 วัน
สาระสำคัญ
1) เป็นการปกครองในระบบรัฐสภา
โดยใช้ระบบ 2 สภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนกับพฤฒสภา
และมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในกิจการสำคัญๆ ด้วย โดยกำหนดให้ประธานพฤฒสภา
เป็นประธานของที่ประชุมร่วมกันของสภาทั้งสอง และให้ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธาน
- พฤฒสภา (อ่านว่า พรึด สะ
พา) หมายความว่า สภาสูง หรือ วุฒิสภา ในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นสภาที่เลือกตั้งโดยทางอ้อม (โดยบทเฉพาะกาล กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทน
ทำหน้าที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกพฤฒสภา
ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี และเมื่อครบ 3 ปีให้จับสลากออกกึ่งหนึ่ง)
สมาชิกต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป และต้องสำเร็จการศึกษา
ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
และต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
มีอำนาจกลั่นกรองและยับยั้งร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร
และมีอำนาจควบคุมรัฐบาลด้วยแต่ก็น้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร คือ ได้ตั้งกระทู้ถาม
(มาตรา 57) แต่จะลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีไม่ได้ (มาตรา 70)
- สภาผู้แทน (ไม่มีคำว่า
ราษฎร แต่อย่างใด) ประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง
โดยวิธีแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
และต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
2) ห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกพฤฒสภา
สมาชิกสภาผู้แทน และรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน
3)
ให้เสรีภาพในการตั้งพรรคการเมืองเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
และให้สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ เพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475
4) ห้ามตั้งศาลพิเศษ
และมีวิธีการประกันอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผู้พิพากษา
โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการตุลาการ
5) จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก
โดยกำหนดให้รัฐสภาแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิขึ้น ประกอบด้วยประธานตุลาการ 1 คน
และตุลาการอื่นอีก 14 คน เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยว่ากฎหมายใดใช้บังคับมิได้
เพราะแย้งหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ (มาตรา 88)
4.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
ด้วยคณะรัฐประหารอ้างว่า
ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤติการณ์ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
เพราะเครื่องอุปโภคบริโภคมีราคาสูงขึ้นเป็นอันมาก
เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมในศีลธรรมอย่างไม่เคยมีมาแต่ก่อน
รัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขให้กลับสู่ภาวะปกติได้จึงจำต้องให้เลิกใช้รัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2489 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ขึ้นแทน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490
รวมจำนวน 98 มาตรา โดยมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว และต่อมา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกยกเลิกอย่าง"สันติ" เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492
โดยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ 1 ปี 4 เดือน 14
วัน ระหว่าง 1 ปี 4 เดือน 14 วัน
รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารฉบับนี้
มีอีกชื่อหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับ "ใต้ตุ่ม" หรือ "ตุ่มแดง"
เนื่องจากก่อนหน้านั้น พลโท หลวงกาจสงคราม (กาจ เก่งระดมยิง)
รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร
ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วนำไปเก็บซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำเพราะเกรงว่าความจะแตกถ้าหากมีใครมาพบเข้า
สาระสำคัญ
1) มี คณะอภิรัฐมนตรี จำนวน 5 คน
ทำหน้าที่บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ โดยตั้งใจจะให้เป็นผู้ควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง
2)
ยกเลิกเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง
3) ใช้ระบบ 2 สภา โดย วุฒิสภา
(ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อแทนคำว่า พฤฒสภา)
ประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
โดยไม่ห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีกำหนดวาระ 6 ปี และโดย สภาผู้แทน
มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แบบรวมเขตจังหวัด คือถือเอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
มีกำหนดวาระ 4 ปี อันมีสมาชิกจำนวนเท่ากันทั้งสองสภา
4) เพิ่มอำนาจวุฒิสภา
โดยให้สมาชิกวุฒิสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ แต่ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนก่อน และในกรณีที่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานของที่ประชุม และให้ประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธาน
5) คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 15-25 คน
รัฐมนตรีผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ว่าการกระทรวง
ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตนต่อรัฐสภา และต้องรับผิดชอบร่วมกันในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรีด้วย
6)
นโยบายของคณะรัฐมนตรีแต่ละคนที่ได้ดำเนินมาจะเสร็จลง หรือ
ที่ดำเนินการอยู่เพียงใดก็ตาม
คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจะเลิกล้ม หรือ
แก้ไขให้เป็นไปอย่างอื่นมิได้ เว้นแต่จะเสนอขอรับพระบรมราชวินิจฉัย
และได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้นทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นอำนาจของคณะอภิรัฐมนตรีในการถวายคำปรึกษา
7)
รัฐมนตรีทั้งคณะต้องลาออกจากตำแหน่งเมื่อมีพระบรมราชโองการ
โดยไม่บัญญัติว่าใครเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
8) ไม่มีบทบัญญัติถึงคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
9) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิก 40 คน
ซึ่งรัฐสภาเลือกตั้งจากสมาชิกวุฒิสภา 10 คน จากสมาชิกสภาผู้แทน 10 คน
จากผู้มีคุณสมบัติต่างๆ กัน 4 ประเภทๆ ละ 5 คน
ทำการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้
แก้ไขได้โดยง่าย โดยอาศัยเสียงข้างมากของรัฐสภา ฉะนั้น
ภายหลังจากที่ประกาศใช้ไม่ถึง 1 ปี จึงถูกแก้ไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง กล่าวคือ
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2490 แก้ไขคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
โดยกำหนดอายุผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต่ำกว่า 35 ปี
และให้พระบรมวงศานุวงศ์สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23
มกราคม 2491 แก้ไขกำหนดเวลา ในการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ
ฉบับถาวรและวิธีการร่างรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
และร่างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20
สิงหาคม 2491 แก้ไขให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
มีเอกสิทธิ์และคุ้มกันเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
5.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
เกิดขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พุทธศักราช 2491 ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา 10 คน สมาชิกสภาผู้แทน 10 คน
และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีก 4 ประเภท ประเภทละ 5 คน
เท่ากับ 20 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน
มีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
โดยที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
แล้วจึงนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้
ได้ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492 จำนวน 188 มาตรา
ซึ่งนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง แต่ในที่สุด ก็ถูก
"ฉีกทิ้ง" เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494
โดยการทำรัฐประหารภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมอายุการประกาศและบังคับใช้
2 ปี 8 เดือน 6 วัน
สาระสำคัญ
1)
ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของทหารทั้งปวง
และกำหนดให้มีคณะองคมนตรี ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์
2) รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น คือ มีการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น
โดยได้บัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างละเอียดถึง 20 มาตรา
ขณะเดียวกันก็กำหนดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย โดยได้บัญญัติขยายให้มากขึ้นด้วย
3)
กำหนดให้มีแนวนโยบายแห่งรัฐเป็นครั้งแรก
4) ใช้ระบบรัฐสภาโดยมี 2 สภา สภาสูง
ได้แก่ วุฒิสภา ประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 100 คน มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์
โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง มีกำหนดวาระ 6 ปี
และให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ส่วน สภาผู้แทน นั้น
สมาชิกเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งโดยตรง ตามแบบรวมเขตจังหวัด มีกำหนดวาระ 4 ปี
โดยมีข้อห้ามมิให้บุคคลเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนได้ในขณะเดียวกัน
5)
วุฒิสภาไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล และไม่มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ
แต่มีอำนาจยับยั้งพระราชบัญญัติ
6) สมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทน
มีวิธีเปิดอภิปรายทั่วไปในสภาแห่งตน โดยไม่มีการลงมติ
เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญญาอันเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
7) สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทน
จะเป็นข้าราชการประจำมิได้ และรัฐมนตรีจะเป็นข้าราชการประจำมิได้
เป็นการแยกราชการประจำออกจากการเมือง เพื่อป้องกันทหารประจำการไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
8) ห้ามสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทน
และรัฐมนตรีทำการค้า
9) กำหนดให้คณะรัฐมนตรี
ขอให้สภาผู้แทนราษฎรยืนยันความไว้วางใจ
ภายหลังที่สภาลงมติไว้วางใจในเมื่อแถลงนโยบายไปแล้วได้
และถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทน
นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอเปิดอภิปรายทั่วไปได้
10) กำหนดให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่อื่นๆ ด้วย
11) ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม
6.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495
หลังจากที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492
ถูกใช้ได้เพียง 2 ปีเศษ ก็มีการทำรัฐประหาร เพื่อนำเอารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475
กลับมาใช้อีกครั้ง โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 นั้น
ให้สิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป ทำให้ไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ได้
ส่วนเหตุผลที่แท้จริง ก็คือ ปรากฏว่ามีข้อห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกรัฐสภา
และรัฐมนตรี การห้ามสมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีหาประโยชน์จากรัฐ ทำให้ผู้บัญชาการทหาร
ซึ่งประสงค์จะเป็นรัฐมนตรีไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ นั่นเอง
จึงได้เกิดการรัฐประหารนำรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (พ.ศ.
2482 กับ พ.ศ. 2483) มาใช้แทนเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
และให้สภาผู้แทนราษฎรประชุมปรึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เพื่อใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป
ซึ่งก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 24 คน
เมื่อได้ดำเนินการเสร็จแล้ว จึงได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และสภามีมติเห็นชอบ
จึงได้ประกาศมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2495 ประกอบด้วยบทบัญญัติทั้งหมด
123 มาตรา โดยมีบทบัญญัติเดิมของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 อยู่เพียง 41
มาตราเท่านั้น นอกนั้นอีก 82 มาตรา เป็นบทบัญญัติที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นใหม่
ซึ่งบทบัญญัติใหม่ดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่ก็นำมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492
ฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 นี้
จึงมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับข้างต้น นั่นเองอนึ่ง
ตามคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้ระบุถึงบุคคลที่นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้แก่ คณะบริหารประเทศชั่วคราว พร้อมด้วยข้าราชการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ
และพลเรือน คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490
และผู้รักชาติ
ในระหว่างที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปได้ประมาณ 5 ปี ก็ได้เกิด
การเลือกตั้งสกปรก ขึ้นเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งไม่สุจริต
มีการโกงการเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.
โดยเฉพาะตามหน่วยเลือกตั้งหลายหน่วยในจังหวัดพระนคร
กรณีนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คณะรัฐประหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500
และประกาศยุบเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 ประเภท แต่ก็มิได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ
ทว่ายังคงให้ใช้รัฐธรรมนูญต่อไป ในขณะเดียวกัน
ก็กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ภายใน 90 วัน
เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลับปรากฏว่าการบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่เป็นไปโดยราบรื่นนัก
ในที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ก็จึงได้ถูก "ฉีกทิ้ง" เสีย เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501
โดยการทำรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งของคณะรัฐประหารชุดเดิม ซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้า
รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ทั้งสิ้น 6 ปี 7 เดือน 12 วัน
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495
มีหลักการผสมระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 กับ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 ดังมีสาระสำคัญ
ดังนี้
1) ให้มีคณะองคมนตรีตามเดิม
2) คงแนวนโยบายแห่งรัฐไว้เหมือนเดิม
3) ใช้ระบบสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร
(มีคำว่า ราษฎร มาต่อท้าย) แต่ในระหว่างใช้บทเฉพาะกาลมีสมาชิก 2 ประเภท คือ
สมาชิกประเภทที่ 1 ราษฎรเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในวาระ 5 ปี และสมาชิกประเภทที่ 2
พระมหากษัตริย์แต่งตั้ง
4) เลิกข้อห้ามสมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีหาประโยชน์จากรัฐ
และเลิกข้อห้ามไม่ให้รัฐมนตรีเป็นข้าราชการประจำ
5)
การแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรี
จะไม่ทำให้ผู้นั้นจำต้องออกจากสมาชิกภาพ
6)
รับรองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนน้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 และได้เพิ่มข้อจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพ
มิให้ ใช้เป็นปรปักษ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ
7.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
หลังการปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์
ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 และประกาศให้สมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎร
และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยคณะปฏิวัติทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยจอมพลสฤษดิ์
ผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นผู้บัญชาการสูงสุด
ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ให้ออกจากกันคณะปฏิวัติออกกฎหมายโดยการออกประกาศของคณะปฏิวัติ
และบริหารราชการแผ่นดินโดยหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นผู้สั่งการ
เป็นผู้ใช้อำนาจเผด็จการอย่างไม่มีขอบเขต
ประเทศไทยมีการปกครองโดยปราศจากรัฐธรรมนูญ
เป็นเวลา 101 วัน นับตั้งแต่ วันที่ 20 ตุลาคม 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2502
จึงได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่สั้นที่สุด
คือ มีเพียง 20 มาตรา กล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญของรัฐเผด็จการที่ชัดเจนที่สุด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อรอการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
แต่ก็ถูกใช้เป็นเวลายาวนานรวมถึง 9ปี 4 เดือน 20 วัน จนกระทั่งถูกยกเลิกอย่าง
"สันติ"
เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วเสร็จและประกาศบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511
สาระสำคัญ
1)
ประกาศว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย
แต่ไม่มีองค์กรใดแห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรที่มาจากราษฎรเลย
แม้แต่องค์กรเดียว
ไม่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร์สำหรับฝ่ายบริหารกำหนดให้กษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามคำแนะนำของประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
2) ยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นเอกรัฐ
(รัฐเดี่ยว) อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
3)
มีคณะองคมนตรีเป็นคณะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์
4) ให้มีสภาเดียว คือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง จำนวน 240 คน ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ
และให้มีฐานะเป็นรัฐสภา ทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย
5)
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภามิได้ ในขณะเดียวกัน
พระมหากษัตริย์ก็ทรงถอดถอนรัฐมนตรีได้ แต่จะทรงถอดถอนนายกรัฐมนตรี มิได้
6) ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใน มาตรา 17
ให้อำนาจ (พิเศษ) นายกรัฐมนตรี โดยมติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการ หรือ
กระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่ง หรือ การกระทำเช่นว่านั้น เป็นคำสั่ง หรือ
การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่า มาตรานี้
ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจเผด็จการได้อย่างเต็มที่ เช่น มีการสั่งให้ประหารชีวิต
หรือ จะยึดทรัพย์สินใครก็ได้ เป็นต้น ดังความบัญญัติว่า
"ในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร
เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์
หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย
ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร
ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้
และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้น
เป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว
ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ"
7)
รับรองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี
แต่ไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระ
8) ในกรณีที่เกิดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ
ให้วินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย (มาตรา 20)
8.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจำนวน 183 มาตรา
ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ของไทย ซึ่งถูกยกร่างโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ทว่าเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติด้วย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
นับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาในการยกร่างจัดทำยาวนานที่สุดถึง 9 ปีเศษ
โดยละเอียดถี่ถ้วน จนในที่สุด ก็ได้ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน
2511 แต่ทว่าก็กลับมีอายุในการใช้งานเพียง 3 ปี 4 เดือน 27 วัน กล่าวคือ
หลังจากใช้บังคับได้ไม่นานนัก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 รัฐธรรมนูญก็ถูก
"ฉีกทิ้ง" อีกครั้งหนึ่ง โดยการทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร
ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น
และก็ได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 7
มาแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดใหม่เล็กน้อยก่อนประกาศใช้บังคับ
สาระสำคัญ
1) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) ใช้ระบบรัฐสภามี 2 สภา คือ
สภาผู้แทน และวุฒิสภา สภาผู้แทนประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งโดยตรง
แบบรวมเขตจังหวัด มีวาระคราวละ 4 ปี
วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จำนวน 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร มีวาระคราวละ 6 ปี
3) วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีอำนาจมาก คือ มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย
สิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายตัว หรือทั้งคณะได้
รวมทั้งมีสิทธิตั้งกระทู้ถามด้วย
4)
ไม่มีข้อห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนและรัฐมนตรีรับประโยชน์จากรัฐ
5)
แยกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารออกจากกันให้มากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีอื่น ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะเป็นสมาชิกแห่งรัฐสภาในขณะเดียวกันมิได้
6)
เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว
คณะรัฐมนตรีเป็นแต่มาแถลงนโยบายให้รัฐสภาทราบ โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ
7)
ไม่มีข้อจำกัดการยุบสภาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5 ที่ว่าการยุบสภา
จะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกันนั้น
8)
ไม่มีบทบัญญัติห้ามสมาชิกวุฒิสภาและรัฐมนตรีเป็นข้าราชการประจำ
แต่สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนมีข้อห้ามมิให้เป็นข้าราชการประจำ
แสดงว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ประสงค์จะแยกการเมืองออกจากราชการประจำ
9)พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำได้
10)
รัฐสภาอาจมอบอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางคณะรัฐมนตรี
โดยประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้บังคับ เช่น พระราชบัญญัติได้
9.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
เหตุผลสำคัญในการทำรัฐประหารตนเองข้างต้น
ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า จอมพลถนอมเอง ในฐานะหัวหน้าคณะ
ได้ใช้ข้าราชการประจำเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล โดยผ่ายวุฒิสภา
ซึ่งมีอำนาจที่สำคัญเท่าเทียมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ยังห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกันด้วย
จึงเท่ากับเป็นการกีดกันมิให้ผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้อำนาจบริหารอันเป็นความปรารถนาของนักการเมืองทุกคน
จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้แทนราษฎรเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อปรากฏว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้แก่ผู้แทนราษฎรในรูปของงบพัฒนาจังหวัด
อันเป็นข้อเรียกร้องของผู้แทนราษฎร
เพื่อพวกเขาจะได้เงินงบพัฒนาจังหวัดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
จึงทำให้ผู้แทนราษฎรรวมหัวกันพยายามจะตัดเงินงบประมาณที่รัฐบาลเสนอขออนุมัติจากสภาทุกปี
ทำให้ต้องมีการเจรจาต่อรองกันอย่างหนักกว่าจะตกลงกันได้ ด้วยเหตุนี้
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณของรัฐบาล จึงประกาศใช้ล่าช้าทุกปี
คณะทหารและบรรดาข้าราชการประจำ ซึ่งไม่ชอบต่อการบริหารงานแบบประชาธิปไตย
จึงทำรัฐประหาร พร้อมยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 ไปในทึ่สุด
และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 9 แทน
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9
ซึ่งประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 นั้น
มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้นเพียง 23 มาตรา ทว่าที่สำคัญ ก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้นำเอาอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 17 มาบัญญัติไว้อีกด้วย
ขณะที่มีเวลาใช้บังคับอยู่เพียง 1 ปี 9 เดือน 22 วัน ก็ต้องถูกยกเลิกไป อย่าง
"สันติ" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517
เนื่องจากการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีหลักการสำคัญคล้ายกันกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7
แต่ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ
1) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 17
เช่นเดียวกับอำนาจในมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ซึ่งจอมพลสฤษดิ์
เป็นผู้เริ่มต้นนำมาใช้ แต่มาตรา 17 ของจอมพลถนอม
ให้อำนาจเพิ่มเติมสำหรับใช้บังคับการกระทำต่างๆ กว้างขวางกว่า กล่าวคือ มาตรา 17
ของจอมพลสฤษดิ์ นำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการระงับ หรือ ปราบปราม แต่มาตรา 17
ของจอมพลถนอม นำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือ ปราบปราม โดยเพิ่มคำว่า
ป้องกัน ไว้ด้วย ซึ่งการป้องกันนั้น สามารถจะยกขึ้นมากล่าวอ้างได้อย่างกว้างขวาง
แม้จะยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเลย อีกทั้งมาตรา 17 ของจอมพลถนอม
ยังถือว่าการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ
หรือก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือบั่นทอนอนามัยของประชาชน เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเท่ากับเป็นการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ
นอกจากนั้น ยังบัญญัติให้ใช้มาตรา 17 นี้
ย้อนหลังไปบังคับใช้กับการกระทำดังกล่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นก่อนใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกด้วย
จึงขัดต่อหลักการนิติรัฐอย่างร้ายแรง
2) ข้าราชการประจำมีสิทธิเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี
หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ในขณะเดียวกัน
3) มีสภาเดียว คือ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 299 คน
ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 35
ปีบริบูรณ์ และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี เพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมาย
ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
และอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้พิจารณาเท่านั้น
ไม่ได้ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วย
4) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีได้ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7
10.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
เป็นรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
เพราะว่ามีบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าและเป็นแบบเสรีนิยมมากขึ้นในหลายเรื่องด้วยกัน
เริ่มต้น ในหมวด 1 บททั่วไป ได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
หรือ รัฐธรรมนูญ และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกว่า
ในการสืบราชสันตติวงศ์นั้น ในกรณีที่ไม่มีพระราชโอรส
รัฐสภาอาจให้ความเห็นชอบในการให้พระราชธิดาสืบราชสันตติวงศ์ได้ นอกจากนั้น
ยังได้มีบทบัญญัติอันเป็นการเพิ่มหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
และประโยชน์ของประชาชนไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านๆ มาก่อนหน้านั้น
ตลอดจนรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ก็ถูกร่างขึ้นภายหลังเกิดเหตุการณ์ วันมหาวิปโยค ที่ซึ่งรู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า 14
ตุลา อีกด้วย อันสืบเนื่องมาจากการที่มีกลุ่มบุคคลไม่พอใจที่รัฐบาลของจอมพลถนอม
กิตติขจร ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นานเกินไป ทั้งๆ
ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าว ประกอบด้วยผู้นำนิสิต
นักศึกษา และปัญญาชนทั่วไป เริ่มรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว
ปรากฏว่า รัฐบาลกลับตอบโต้ต่อการเรียกร้องดังกล่าว
โดยการจับกุมกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ จำนวน 13 คน
โดยตั้งข้อหาว่าเป็นการทำลายความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้งใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 9 ควบคุมผู้ต้องหาดังกล่าวในระหว่างการสอบสวนโดยไม่มีกำหนด
ทำให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ต้องออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมด โดยไม่มีเงื่อนไข
และขอให้รัฐบาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 1 ปีด้วย แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง
นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน จึงได้เดินทางมาชุมชนกัน ณ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนเรือนแสน วันที่ 13 ตุลาคม 2516 ในตอนบ่ายๆ
ฝูงชนก็ได้เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านถนนราชดำเนินไปชุมนุมอยู่ที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า
จนกระทั่ง ช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง
ก็เกิดไปปะทะกับกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรุนแรงที่ข้างพระตำหนักจิตรลดา
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โต จนในที่สุด ก็นำไปสู่การจราจลครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
โดยมีผู้เสียชีวิตนับร้อย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่สถานที่ราชการต่างๆ
อันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเผด็จการ ก็ได้ถูกประชาชนเผาทำลายไปหลายแห่งด้วยเช่นกัน
ในที่สุด จอมพลถนอม
ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และเดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับคณะทรราชย์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้นาย สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยพระองค์เอง
เพื่อบริหารประเทศชาติในยามคับขัน หลังจากนั้น นายสัญญา
จึงได้ประกาศให้สัญญากับประชาชนว่า จะเร่งร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
และจะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในประเทศโดยเร็ว
รัฐบาลของท่านอาจารย์สัญญา
ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจำนวน 18 คน
โดยคณะกรรมการชุดนี้ ได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492
มาเป็นแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ผลคือว่า คณะกรรมการใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญนี้ จนแล้วเสร็จได้ ภายใน 3 เดือน
และจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข
แต่คณะรัฐมนตรีก็แก้ไขเพียงเล็กน้อย
ก่อนที่จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เมื่อวันที่
7 ตุลาคม 2517 จำนวน 238 มาตรา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2518
ในเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก จากเดิมให้ประธานองคมนตรี
เป็นผู้รับสนองฯ เปลี่ยนมาเป็นนายกรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงครั้งเดียว และมีระยะเวลาการใช้เพียง 2 ปี ก็ถูก
"ฉีกทิ้ง" โดยประกาศของ "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ซึ่งมี
พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารเรือ
เป็นหัวหน้าคณะฯ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้นถึง 238 มาตรา ซึ่งมากกว่ารัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนๆ ทุกฉบับ
เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ร่างขึ้นในบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย อันมีสาระสำคัญ
ดังนี้
ก.
หลักการเดิมที่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน
1) หลักการปกครองในระบบรัฐสภาซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) หลักการมี 2 สภา โดยให้
สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
แบบผสมระหว่างรวมเขตจังหวัดและแบ่งเขตๆ 1 คน เป็นแบบผสมเขตละไม่เกิน 3 คน
มีจำนวนไม่น้อยกว่า 240 คน แต่ไม่เกิน 300 คน มีวาระ 4 ปี ส่วน วุฒิสภา
ประกอบด้วยสมาชิกมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ จำนวน 100 คน
โดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6
ปี แต่ทุกๆ 3 ปี สมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่ง จะต้องพ้นจากตำแหน่งไป
โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภา
3)
วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
4)
แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง คือ ส.ส. และ ส.ว. ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
5)
แยกนักการเมืองออกจากวงธุรกิจการค้าที่มุ่งหากำไร
ข. หลักการที่กำหนดขึ้นใหม่
1) ถวายสิทธิแก่พระราชธิดาให้สืบราชสันตติวงศ์ได้
ในกรณีไม่มีพระราชโอรส
2)
ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชนชาวไทยไว้อย่างกว้างขวาง
3)
วางแนวทางในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไว้อย่างชัดเจน (มาตรา 79,
81, 89)
4)
ส่งเสริมนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยห้ามมิให้นักการเมืองระดับชาติดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น
5)
บังคับให้รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา แสดงสินทรัพย์และหนี้สินของตนต่อประธานรัฐสภา
6)
บังคับให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค
และลาออกจากพรรคมิได้หลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนแล้ว (มาตรา 17)
และกำหนดให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 126)
7) บังคับให้นายกรัฐมนตรี
จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 177)
8)
ห้ามคณะรัฐมนตรีประกาศใช้กฎอัยการศึกตามอำเภอใจ โดยไม่กำหนดระยะเวลา
9) อนุญาตให้ตั้งศาลปกครอง
และศาลพิเศษอื่นๆ
10) ประกันการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น
11)
ให้รัฐสภามีอำนาจตรวจสอบการปฏิบัติงาน รวมทั้งการใช้จ่ายเงินของข้าราชการได้
โดยการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ และมีอำนาจตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภาได้ด้วย
12)
วางมาตรการป้องกันมิให้รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกโดยมิชอบ โดยห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญ
(มาตรา 4)
13)
มีตุลาการรัฐธรรมนูญที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น โดยกำหนดให้ รัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) เป็นผู้เลือกผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 3 คน
เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้นำเอาหลักการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยเป็นครั้งแรก
11.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 นั้น
เกิดจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่
ได้เข้ายึดอำนาจ หลังจากเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษากับประชาชน
ซึ่งชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร
ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความทารุณโหดร้ายอย่างถึงที่สุด คนไทยต้องฆ่ากันเอง
คณะปฏิรูปฯ จึงได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10
แล้วได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น และประกาศใช้บังคับในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ดังกล่าว
ทำให้เราสิ้นสุดยุคประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนในระยะเวลาอันสั้น
โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน อ้างว่า
เป็นแผนการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
อีกทั้งยังทำการต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธร้ายแรง
ประกอบกับการที่รัฐมนตรีบางคน และนักการเมืองบางกลุ่ม
ได้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาดังกล่าว ซึ่งทำให้ “รัฐบาลไม่สามารถรักษาสถานการณ์บ้านเมืองด้วยวิถีทางรัฐธรรมนูญได้”
หลังการปฏิวัติล้มรัฐบาล
อันเนื่องมาจากเหตุการณ์นองเลือด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว คณะปฏิวัติ
ก็ได้แต่งตั้ง นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมๆ
กันกับที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519
โดยมีบทบัญญัติเพียง 29 มาตราเท่านั้น ซึ่งในที่สุด ก็ถูก "ฉีกทิ้ง"
โดยการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปฯ เดิม ในนามใหม่ว่า "คณะปฏิวัติ"
ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 ซึ่งมีหัวหน้าคนเดิม คือ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ รวมอายุการบังคับใช้แค่
1 ปีเท่านั้น
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีหลักการสำคัญคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7 และฉบับที่ 9 อย่างมาก ดังนี้
1) รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือที่คณะปฏิวัติสร้างขึ้น
เพื่อให้การใช้อำนาจถูกต้องชอบธรรมตามกฎเกณฑ์ มิใช่ รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
แต่อย่างใด
2)
ไม่มีบทบัญญัติห้ามข้าราชการประจำเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะเดียวกัน
3)
ไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างชัดเจน
เพียงแต่รับรองอำนาจอิสระของศาลในการพิจารณาอรรถคดีไว้เท่านั้น
4) ให้อำนาจพิเศษแก่นายกรัฐมนตรีไว้อย่างมากในมาตรา
21
5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ถือเป็นรัฐธรรมนูญโครงการสร้างประชาธิปไตย โดยคณะรัฐมนตรี
จะเป็นผู้เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นคราวๆ ไป
ตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละระยะรวม 3 ระยะ ระยะละ 4 ปี รวมทั้งหมด 12 ปี
ดังนี้
(ก) ในระยะสี่ปีแรก เป็นระยะฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ในระยะนี้สมควรให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดิน
โดยทางสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ซึ่งมีสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
ในขณะเดียวกัน ก็จะเร่งเร้าให้ประชาชนเกิดความสนใจ และตระหนักในหน้าที่ของตน
(ข) ในระยะสี่ปีที่สอง
สมควรเป็นระยะที่ให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น
โดยจัดให้มีรัฐสภาอันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ทั้งสองสภานี้
จะมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเท่าเทียมกัน
(ค) ในระยะสี่ปีที่สาม
สมควรขยายอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรให้มากขึ้น และลดอำนาจของวุฒิสภาลงเท่าที่จะทำได้
ต่อจากนั้นไป
ถ้าราษฎรตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนที่มีต่อชาติบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยดีแล้ว
ก็อาจยกเลิกวุฒิสภาให้เหลือแต่สภาผู้แทนราษฎร
6) วัตถุประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้
กำหนดไว้อย่างแน่ชัดว่าเพื่อปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาเท่านั้น
และไม่มีบทบัญญัติอื่นใดในรัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจแก่สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในฐานะรัฐสภาที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ
อาทิ โดยการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ สามารถที่จะอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดไปเป็นเวลาถึง 12 ปี
โดยไม่มีใครเอาออกได้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ นอกจากคณะรัฐมนตรีจะลาออกเอง หรือ
สมัครใจแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดอายุการดำรงตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีเสียใหม่
12.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดจากการทำรัฐประหารของคณะปฏิวัติ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดยให้เหตุผลว่าเพราะภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ หลังจากประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 11 แล้ว
คณะปฏิวัติได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ตามหลักการที่คณะปฏิวัติกำหนดไว้
จากนั้น คณะปฏิวัติจึงได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติ 32 มาตรา และได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจากการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับใหม่ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของประเทศไทย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติ 32 มาตรา และได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 เนื่องจากการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับใหม่ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของประเทศไทย
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
มีฐานะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งมีหลักการสำคัญคล้ายกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7
และฉบับที่ 9 โดยที่มีข้อแตกต่าง ดังต่อไปนี้
1)
กำหนดเวลาการบังคับใช้ไว้อย่างแน่นอน คือ ไม่พ้นสิ้นเดือนเมษายน ในปี 2522
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ว่า จะต้องมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (มาตรา
10)
2) กำหนดให้รัฐสภา มีสภาเดียว
แต่มีอำนาจน้อย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง
มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น
แต่ไม่มีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพราะอำนาจการเสนอกฎหมายเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
3) ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ
ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่
2 ในวาระที่ 1 หรือวาระที่ 3
ก็ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งและให้คณะรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติยกร่างขึ้นใช้
4)
รับรองคณะปฏิวัติให้มีฐานะเป็นองค์กรหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า
สภานโยบายแห่งชาติ มีฐานะเหนือกว่าคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติ ดังนี้
(ก) กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ
และให้ความคิดเห็นแก่คณะรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามนโยบายแห่งชาติ
(มาตรา 18)
(ข)
ให้ความเห็นชอบในการใช้อำนาจเผด็จการของนายกรัฐมนตรีไว้ในมาตรา 27
(ค)
ประธานสภานโยบายแห่งชาติมีอำนาจกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งหรือถอดถอนนายกรัฐมนตรี
(มาตรา 21, 22, 23)
(ง) ประธานสภานโยบายแห่งชาติเป็นผู้เสนอบุคคล
เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ
และมีอำนาจที่จะถวายคำแนะนำตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ้นจากตำแหน่งได้ (มาตรา 7)
5) กำหนดให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา
27 ได้ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและสภานโยบายแห่งชาติ
6)
ไม่ให้สิทธิสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งกระทู้ถาม และเสนอร่างกฎหมาย
ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามปกติของสภานิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย
7) ข้าราชการประจำ
สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
จะเป็นสมาชิกสภาในขณะเดียวกัน ไม่ได้
13.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 นี้
เป็นผลจากการร่างของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ตามข้อกำหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเก่า
และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ แล้วประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ
ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2521
รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
มีบทบัญญัติทั้งหมดรวมบทเฉพาะกาล 206 มาตรา โดยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
นับว่าเป็นประชาธิปไตยพอสมควร
หากไม่นับบทบัญญัติเฉพาะกาลที่มีผลใช้บังคับอยู่ในช่วง 4
ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
อย่างไรก็ตาม
ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่หลายครั้ง
ซึ่งสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เมื่อปี พ.ศ. 2528 ว่าด้วยเรื่อง ระบบการเลือกตั้ง
โดยแก้ไขจากแบบรวมเขตรวมเบอร์ หรือ คณะเบอร์เดียว มาเป็นการเลือกตั้งแบบผสม
เขตละไม่เกิน 3 คน การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม
ครั้งที่ 1 ขณะที่การแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง คือ ครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ.
2532 เกี่ยวกับเรื่องประธานรัฐสภา
โดยแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้ใช้บังคับเป็นเวลาค่อนข้างยาวนานถึง 12 ปีเศษ แต่ก็ถูก "ยกเลิก"
โดยการรัฐประหารอีกจนได้ เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ร.ส.ช.)
ภายใต้การนำของ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์
ได้เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย
ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ถ้าพิจารณาในแง่หลักการแล้ว อาจแยกได้เป็น 2 ฉบับ หรือ 2 ระยะ คือ ฉบับถาวร หรือ
ระยะที่บทเฉพาะกาลเป็นอันยกเลิก และฉบับบทเฉพาะกาล หรือ
ระยะที่บทเฉพาะกาลยังมีผลใช้บังคับ กล่าวโดยสรุป ได้แก่
ก.
ฉบับถาวร
สำหรับรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นฉบับถาวรเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบรัฐสภา
ได้กำหนดหลักการที่สำคัญไว้ ดังต่อไปนี้
1)
กำหนดกลไกการสร้างพรรคการเมืองขึ้นด้วยมาตรการ ดังนี้
ก)
บังคับให้ผู้สมัครรับเลือกเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค
ข)
เพื่อลดจำนวนพรรคการเมืองให้มีน้อยลงเหลือเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่
จึงกำหนดไว้ว่าพรรคการเมืองที่จะมีสิทธิส่งสมาชิกเข้ารับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.
ต้องเป็นพรรคที่ส่งสมาชิกเข้ารับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดที่จะพึงมีได้ในการเลือกตั้งครั้งนั้น
ค) พรรคการเมืองจะมีบทบาทในสภาผู้แทนราษฎร
โดยเฉพาะในเรื่องเสนอกฎหมายได้ต่อเมื่อสมาชิกได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. ตั้งแต่ 20
คนขึ้นไป
ง) บังคับให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เป็นพรรค
ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (ยกเว้น กรุงเทพฯ แบ่งออกเป็น 3 เขต)
เพื่อให้ประชาชนให้ความสำคัญต่อพรรคการเมือง
2)
กำหนดมาตรการเพื่อทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนเข้าบริหารประเทศ
แต่ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ และจำกัดการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ทำได้ยากขึ้น
โดยห้ามมิให้เจ้าของญัตติเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
ถ้าหากการเสนอญัตติครั้งแรกได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
3) มีสภาที่ 1 คือ สภาผู้แทนราษฎร
มาจากการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว)
เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม เป็นแบบรวมเขต (เบอร์เดียว) ทั้งจังหวัด
เขตละไม่เกิน 3 คน ส.ส. อยู่ในวาระ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง
เวลาลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งเป็นคณะตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้น
4) ให้มีสภาที่ 2 คือ วุฒิสภา
ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรี จำนวนไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวน
ส.ส. มีวาระ 6 ปี แต่มีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร
โดยกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นเพียงสภากลั่นกรองกฎหมาย ไม่มีสิทธิเสนอกฎหมาย
และลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
แต่มีสิทธิตั้งกระทู้ถามและร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การตีความรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบในรัฐกิจที่สำคัญๆ ตามมาตรา 143
5) แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง
โดยห้ามมิให้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือ เป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน
แต่ก็ไม่ได้ห้ามในการเข้าดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก ข้าราชการประจำ
จึงยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองในบางส่วน
ข.
ฉบับเฉพาะกาล
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ได้สร้างบทเฉพาะกาลมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 4 ปีแรก นับแต่วันประกาศใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้หลักการบางประการที่มีปรากฏอยู่ในฉบับถาวรนั้น
จะไม่มีผลบังคับใช้ในทันที อันได้แก่เรื่องต่อไปนี้
1) มาตรการสร้างพรรคการเมืองในบทถาวร
ยังไม่มีผลบังคับ ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ต้องสังกัดพรรค
การเลือกตั้งเป็นพรรคก็ดี การย้ายพรรคมีผลให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ก็ดี
ก็ยังไม่มีผลเกิดขึ้น
2)
ยังไม่ได้แยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง ทำให้ในระหว่างที่ใช้บทเฉพาะกาลนั้น
จะมีผลดังนี้
ก)
ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่นได้ ในขณะเดียวกัน
ข) วุฒิสมาชิก ยังคงมีอำนาจมากทัดเทียมกับ ส.ส. กล่าวคือ
มีอำนาจร่วมกับ ส.ส. ในการจัดตั้งรัฐบาล ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ
รวมทั้งการตั้งกระทู้ถาม และลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
ลักษณะดังกล่าวทำให้สภาพการปกครองในช่วงที่ใช้บทเฉพาะกาลนั้น เป็น อำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic
Polity) หรือคือ การปกครองของข้าราชการประจำ นั่นเอง
ดังมีลักษณะต่อไปนี้
(1)
เมื่ออำนาจจัดตั้งและไว้วางในรัฐบาล คือ อำนาจของรัฐสภา
ซึ่งมีวุฒิสมาชิกร่วมอยู่ด้วยเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3
ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเช่นนี้
เมื่อรวมกับเสียงของสมาชิกที่เหลืออีกเพียงเล็กน้อย อำนาจสำคัญนี้
ก็จะตกอยู่แก่กลุ่มข้าราชการประจำโดยสิ้นเชิง
นายกรัฐมนตรีจึงมาจากความไว้วางใจของกลุ่มข้าราชการประจำก่อน จากนั้นนายกรัฐมนตรี
จึงเลือกพรรคการเมืองบางส่วน และบุคคลอื่นเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จำต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่เป็นระยะๆ
กลายเป็นคณะรัฐมนตรียุคที่ 1 ยุคที่ 2 ไปเรื่อยๆ
และจะสิ้นสุดยุคเหล่านี้ลงก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีสิ้นความไว้วางใจจากกลุ่มข้าราชการประจำจนต้องลาออกไป
(2)
เมื่อมีอำนาจจากระบบข้าราชการประจำมาแทรกแซงเช่นนี้
การทำงานในลักษณะระบบรัฐสภาจึงไม่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเอง
ก็ต้องรับผิดชอบต่อข้าราชการประจำ ไม่ใช่ต่อสภาผู้แทน
รัฐบาลที่ได้รับมาจากการคัดเลือกของนายกรัฐมนตรี ก็มิใช่เพราะพรรคต่างๆ
ได้ตกลงร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด สมาชิกสภาที่ไปเป็นรัฐมนตรี
จึงรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรี มากกว่าต่อสภาหรือพรรคการเมืองของตน
เมื่อต้องรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรี มิใช่ต่อสภาเช่นนี้
ความเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีฐานะเท่าเทียมกันและร่วมกันรับผิดชอบในการตัดสินใจจึงไม่เกิดขึ้น
พรรคฝ่ายค้านก็ไม่มี มีแต่พรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล
และพยายามขอนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมรัฐบาลเท่านั้น
ระบบรัฐสภาที่เน้นถึงความตื่นตัวต่อความรับผิดชอบตามระบบผู้แทนจึงไม่เกิดขึ้น
เพราะได้ถูกแทรกแซงโดยอำนาจของข้าราชการประจำจนขาดลอยจากระบบผู้แทนไปในที่สุด
(3)
การที่ข้าราชการประจำได้เข้ามามีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในระบบรัฐบาลนี้
เป็นเพราะรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลนี่เองที่ถูกสร้างขึ้นโดยอิทธิพลของหลักฐานซึ่งสะท้อนถึงความเป็นจริงอันเด่นชัดว่า
โครงสร้างอำนาจการเมืองไทยยังไม่อาจจะหลุดพ้นจากอำนาจของข้าราชการประจำไปได้
รัฐธรรมนูญเฉพาะกาลเป็นแต่เพียงการรับรองอิทธิพลของข้าราชการประจำ
โดยทำให้กลายเป็นอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย มิต้องใช้กำลังแทรกแซงกัน โดยอ้อม หรือ
ทำการปฏิวัติ รัฐประหารกัน โดยตรง เป็นสำคัญ คำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ใช้เรียกขานกันนั้น
จึงไม่น่าจะถูกนัก เพราะแท้ที่จริงแล้วก็คือ “เผด็จการแฝงเร้นและชอบด้วยกฎหมาย”
เสียมากกว่า
(4)
สภาพสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะมองข้ามเสียมิได้ ก็คือ รัฐธรรมนูญเฉพาะกาลนี้
ยังมีบทบาทเป็นการสร้างรัฐ “ประชาธิปไตยในหมู่ข้าราชการประจำ”
อีกด้วย
เพราะช่วยให้การชิงอำนาจในหมู่ข้าราชการประจำด้วยกันเองเป็นไปโดยสงบ
อาศัยการโต้แย้งและยกมือในสภาเป็นปัจจัยชี้ขาด ไม่ต้องใช้กำลังปฏิวัติซ้อนเหมือนเช่นแต่ก่อน
ดังเช่นการลาออกของนายกรัฐมนตรี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์นั้น
ก็เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยในหมู่ของข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดี
การปกครองในขณะที่ใช้บทเฉพาะกาลนี้
อาจกล่าวได้ว่า เป็นระยะที่ระบบผู้แทนได้ตกเป็นเครื่องมือของระบบข้าราชการประจำมาโดยตลอด
การปกครองในขณะนั้น มีสภาก็จริง แต่ก็หาใช่ระบบรัฐสภาไม่
14.
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
ภายหลังจากที่ ร.ส.ช.
ได้ทำการยึดอำนาจแล้ว ก็กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521และวุฒิสภา
สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง โดยชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นของการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ
โดยกล่าวหารัฐบาล หรือ ผู้บริหารประเทศว่า (มี 5 ประการ) คือ
1) พฤติการณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวง
2)
ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต
3) รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
4) การทำลายสถาบันทางทหาร
5)
การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
จากนั้น ร.ส.ช.
จึงได้นำร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534
โดยมีบทบัญญัติอยู่เพียง 33 มาตรา
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับนี้
มีระยะเวลาการใช้บังคับสั้นมาก คือ เพียง 9 เดือน กับอีก 8 วัน เท่านั้น
ก็จึงถูกยกเลิกไป จากผลของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
และมีหลักการสำคัญคล้ายกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 12 อย่างยิ่ง
แต่ก็มีข้อแตกต่างบางประการ ดังนี้
1) ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐสภา
มีสภาเดียว คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีสมาชิก 200 ถึง 300 คน
ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ และอนุมัติพระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
โดยที่ไม่มีสิทธิเสนอกฎหมาย
ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสีย หรือ
มีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนไม่น้อยกว่า 20
คนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติฯ
เพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพได้ (มาตรา 8)
2) รัฐธรรมนูญกำหนดให้
สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
เป็นองค์กรหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับคณะรัฐมนตรี
และให้ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ นายกรัฐมนตรี หรือให้ทั้ง 2
ร่วมกัน ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 27 ได้
ก็ด้วยความเห็นชอบของที่ประขุมร่วมระหว่างสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติกับนายกรัฐมนตรี
(มาตรา 27)
15.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.
2534 มักจะถูกเรียกขานว่า "รัฐธรรมนูญฉบับ ร.ส.ช."
เพราะเป็นผลงานการยกร่างและจัดทำของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
อันประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 292 คน
ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีทั้งสิ้นจำนวน 233 มาตรา และได้ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9
ธันวาคม 2534 นั้น
โดยที่ในชั้นร่างรัฐธรรมนูญนั้น
มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น
อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับสาธารณชนโดยทั่วไป
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เพราะประชาชนต่างเข้าใจกันดีว่า
การกำหนดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น
เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้มีการสืบทอดอำนาจให้กับคณะ ร.ส.ช. ออกไปได้อีก
ในที่สุด เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช้ บทบัญญัติมาตรา 159
ก็ได้เปิดโอกาสให้เชิญบุคคลภายนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
และหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องด้วยปัญหาบางประการ
ทำให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในฐานะพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ได้เชิญนายทหารในคณะ ร.ส.ช. คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี
พร้อมกับเหตุผลที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ”
ซึ่งนับว่าเป็นการทวนกระแสกับความรู้สึกของประชาชนไม่น้อย
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลาง) เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ รัฐบาลก็เลยออกคำสั่งให้ทหารและตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มประชาชนซึ่งรวมตัวกันประท้วงอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
และถนนราชดำเนิน ในช่วงระหว่าง วันที่ 17 ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535
แต่ทว่ากลับเป็นการนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่เรียกกันว่า เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ในที่สุด
ซึ่งต่อมา สถานการณ์ต่างๆ
ก็บีบรัดจนทำให้พลเอกสุจินดาต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปอย่างใจจำยอม
รัฐบาลชั่วคราวภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น
ได้ดำเนินการแก้ไขวิกฤตการณ์อันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ
โดยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 4 ฉบับ
ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงเจตนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้น
แต่ทว่า ความสำเร็จในครั้งนี้
ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของสังคมการเมืองไทย
รัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์นี้
มีระยะเวลาใช้บังคับรวมทั้งสิ้น 5 ปี 10 เดือน 2 วัน ซึ่งได้ถูก
"ยกเลิก" เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540
โดยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
สาระสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิ้นถึง 223 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่าง
และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท คณะองคมนตรีอาจจะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้
(มาตรา 21)
2)
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467
เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ
3) ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา
ต่อมามีการแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา (มาตรา 157)
แก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2535
4) รัฐสภา มี 2 สภา คือ วุฒิสภา
มาจากการแต่งตั้ง จำนวน 270 คน มีวาระ 6 ปี แต่ต่อมา
จึงมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนวุฒิสมาชิกให้เป็น 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ส.
และแก้ไขวาระดำรงตำแหน่งลงเหลือ 4 ปี (ฉบับที่ 5) และ สภาผู้แทนราษฎร
มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วิธีการเลือกตั้งแบบผสม เขตละไม่เกิน 3 คน มีวาระ 4 ปี
5)
กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้แน่นอนตายตัว คือ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 360 คน
(มาตรา 99)
6)
พรรคการเมืองที่สมาชิกจะเป็นผู้ที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้
จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าสมัครเลือกตั้งรวมกันไม่น้อยกว่า 120 คน
7)
บุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้น
หรือ เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนั้น หรือ
เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดนั้น หรือ เคยศึกษาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2
ปีการศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น (มาตรา 105)
8) บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
ห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (มาตรา 107)
(ก)
เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือ ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่
(ข) เคยต้องคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(ค) เคยถูกวุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ
(ง) เคยถูก หรือ ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพ
เพราะมีกรณี
ปรากฎหลักฐานน่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยใช้อามิสสินจ้างไม่ว่าโดยวิธีใดๆ
เพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง
9) เอกสิทธิ์ในที่ประชุมวุฒิสภาก็ดี
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ดี
ไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง
หรือ วิทยุโทรทัศน์ (มาตรา 125)
10) สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน
3 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป
แต่วุฒิสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ (มาตรา 151)
ต่อมาจึงถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
พุทธศักราช 2535
11) ถ้าสมาชิกวุฒิสภา หรือ
สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10
เห็นว่าข้อบังคับแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือข้อบังคับของรัฐสภาเรื่องใด
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้เสนอความเห็นต่อตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา (มาตรา
155)
12)
ไม่บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาถูกแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535
13) คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี
1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 48 คน ประธานรัฐสภา
เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรี
คุณสมบัติของรัฐมนตรี
(มาตรา 151)
(ก)
มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์
(ข) ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
(ค) ไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ
14) สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน
5 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นว่า พระราชกำหนดเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง
หรือไม่ โดยให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย (มาตรา 173)
15) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา
วุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรมีมติว่า กรณีมีปัญหาที่จะต้องตีความรัฐธรรมนูญ
ให้นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา หรือ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณี
ส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย (มาตรา 207)
16)
สมาชิกวุฒิสภาอาจเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
โดยเข้าชื่อร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 211)
17)
กำหนดให้บรรดาประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
ที่ออกใช้บังคับก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือ
ประธานสภารักษาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกโดยอาศัยอำนาจพิเศษตามมาตรา 27
ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติเช่นนี้
ทั้งนี้เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ
นั่นเอง
บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สร้างบทเฉพาะกาลโดยให้สมาชิกวุฒิสภามีบทบาทในการควบคุมฝ่ายบริหาร
โดยให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 4 ปี นับแต่วันประกาศใช้ และมีผลทำให้วุฒิสภา
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำเข้ามามีบทบาทในการควบคุมรัฐบาล
ดังที่ได้กำหนดบทเฉพาะกาลในเรื่องต่อไปนี้เอาไว้
1) ในวาระเริ่มแรก
พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งบุคคลผู้มีลักษณะตามที่บัญญัติไว้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และให้ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสภา
(มาตรา 217)
2) ในวาระเริ่มแรก
เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้แล้ว การดำเนินการดังต่อไปนี้
ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาด้วย (มาตรา 219)
(ก)
การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 150
(ข)
การพิจารณาพระราชกำหนดตามมาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 174
3) เมื่อครบกำหนด 4 ปี
นับแต่วันแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 217 แล้วให้บทบัญญัติแห่งมาตรา 217
และมาตรา 219 เป็นอันยกเลิกไป
การแก้ไขเพิ่มเติม
ซึ่งภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15
ได้ประกาศใช้แล้ว ก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง รวม 6 ฉบับด้วยกัน ดังนี้
ครั้งที่ 1 หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ปรากฏว่าเกดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ รสช.
ที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลในคณะ รสช. เข้ามามีอำนาจปกครองประเทศ
อีกทั้งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว
ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากก็กลับเสนอให้รองประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร มาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก
ทำให้เกิดเป็นกระแสความไม่พอใจยิ่งขึ้นในหมู่ประชาชน
จนนำไปสู่การเดินขบวนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งในที่สุดพลเอกสุจินดาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง
หลังจากที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬสิ้นสุดลง
ก็จึงได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรม นูญ 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 29
มิถุนายน 2535 คือ
1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 86 โดยมีสาระสำคัญให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา
มาตรา 157
ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม
และมาตรา 200 ว่าด้วยองค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 127
เรื่องการประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ของรัฐสภา ให้สามารถพิจารณาเรื่องอื่นใด
ในอำนาจหน้าที่ได้
3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2535 ยกเลิกความในมาตรา 151
ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป และยกเลิกบทเฉพาะกาล
มาตรา 219 และมาตรา 221 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาร่วมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้
4) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 159
กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ครั้งที่ 2 แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
4 ฉบับ ดังกล่าวไปแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกหลายประเด็น
จนสภาผู้แทนราษฎรต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อศึกษาหาข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ
ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครัฐบาลจึงเสนอให้มีการแก้ไขประเด็นละฉบับ
แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย
และได้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยยกเว้น หมวดที่ 1 บททั่วไป
และหมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ปรากฏว่า
วุฒิสมาชิกเห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้าน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 จึงผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา
และประกาศใช้บังคับในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538
กล่าวกันว่า การแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่
2 ฉบับที่ 5 นี้ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด
เป็นการแก้ไขเกือบทั้งฉบับ รวม 188 ตั้งแต่มาตรา หมวด 3 ถึง หมวด 11 ตั้งแต่มาตรา
24 ถึงมาตรา 211 บางมาตราแก้ไขหมด บางมาตราคงเดิม และก็มีบัญญัติขึ้นใหม่หลายมาตรา
ส่วนที่สำคัญๆ ที่แก้ไข เช่น ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน สิทธิ (เพิ่มเติม)
ของผู้ถูกจับกุม หรือ ถูกตรวจค้น และสิทธิของผู้ต้องหา หรือ จำเลย ในคดีอาญา
เพิ่มข้อจำกัดการสั่งปิดโรงพิมพ์ หรือ ห้ามทำการพิมพ์ การเซ็นเซอร์ และการตรวจข่าว
การลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 20 ปี เหลือ 18 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น
ครั้งที่ 3 ฉบับที่ 6 เมื่อวันที่ 22
ตุลาคม 2539 นี้ นับว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไทยครั้งที่สำคัญที่สุด หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 5 แล้ว ก็ได้เกิดกระแสความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น
เพราะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาไม่สามารถจะแก้ไขความล้มเหลวของระบบการเมืองไทยได้
ทั้งในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การซื้อสิทธิขายเสียง
การไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประชาชน
แนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองก่อตัวเป็นรูปธรรม
โดยมีคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ซึ่งแต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา
เป็นผู้ที่ได้เสนอกรอบความคิดในการปฏิรูปการเมืองที่ชัดเจน ต่อมาเมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา
เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า จะสนับสนุนให้มีการปฏิรูปการเมือง
และได้จัดตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.)
เพื่อจัดทำความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง
โดยให้ทำข้อเสนอของ คพป. มาศึกษาด้วย ต่อมา คปก. จึงได้เสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
ในที่สุด คณะรัฐมนตรีก็รับหลักการตามที่ คปม. เสนอมา
แล้วได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 6) โดยเพิ่มความเป็นหมวด 12
ตั้งแต่มาตรา 211 ทวิ จนถึงมาตรา 211 เอกูนวีสติ
ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดตั้ง
สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกของรัฐสภา อันประกอบด้วยบุคคล 2
ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ตัวแทนของประชาชนทุกจังหวัด จำนวน 76 คน
มาจากการสมัครของประชาชนและเลือกกันเองของผู้สมัครฯ ในแต่ละจังหวัด
ให้เหลือจังหวัดละไม่เกิน 10 คน แล้วรัฐสภาจะเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน
กับประเภทที่ 2 คน ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ จำนวน 23
ซึ่งสภาสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ของรัฐสรรหาแล้วเสนอชื่อต่อให้รัฐสภาคัดเลือก
สภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 99 คน มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
โดยต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ
และต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน เพื่อเสนอให้สภาลงมติ
หากรัฐสภาลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งขั้นต่อไปก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ
เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
แต่ถ้ารัฐสภาลงมติเห็นชอบน้อยกว่าครึ่งก็ต้องนำร่างดังกล่าวให้ประชาชนลงประชามติ
ถ้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติน้อยกว่า 1 ใน 5 ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง
หรือ มาใช้สิทธิ 1 ใน 5 แต่เสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ
ถ้าทรงลงพระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีผลให้บังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
แต่ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จะตกไปได้เช่นกัน
16.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 เป็นกฎหมายสูงสุดว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ฉบับที่ 16 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่
11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ด้วยการรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ออกประกาศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549
ทั้งนี้คณะปฏิรูปฯได้ออกประกาศคงบทบัญญัติบางหมวดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2549 ไว้ภายหลัง
รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 นี้ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มขึ้นโดยพรรคชาติไทย
นายบรรหาร
ศิลปอาชานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองเข้ามาดำเนินการและได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา
และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 99 คน โดย 76 คนเป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด
และอีก 23 คนมาจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์
ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งฉบับเดียวของประเทศไทย โดยก่อหน้านี้
15 ฉบับมาจากคณะรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งหรือรัฐบาลทหาร
รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกเรียกว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"
เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่าง
ประวัติ
การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ประสบอุปสรรคมีการเคลื่อนไหว เพื่อคว่ำรัฐธรรมนูญทั้งภายในและภายนอกสภา
โดยการเคลื่อนไหวภายนอกสภานั้น กลุ่มที่ออกมาคัดค้าน เช่น กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน
และได้มีองค์กรการเมืองภาคประชาชนออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น
คณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ
สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ฯลฯ พรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่
พรรคความหวังใหม่ แสดงท่าทีไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งได้นำมวลชนจัดตั้งเข้ามาคัดค้าน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายสนับสนุน
ที่ใช้ "สีเขียว" เป็นสัญลักษณ์ กับฝ่ายต่อต้าน ที่ใช้ "สีเหลือง"
เป็นสัญลักษณ์
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
ก็คือการปฏิรูปการเมืองโดยมีเป้าหมาย 3 ประการ[2]
1. ยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง
2.
การเพิ่มการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชน
เพื่อให้เกิดความสุจริตและโปร่งใสในระบอบการเมือง
3.
การทำให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ
17.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 102 ก ณ
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มี 39 มาตรา
เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
หลังจากที่ได้กระทำการรัฐประหารเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
กระบวนการร่าง
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
ได้แต่งตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้
ซึ่งเริ่มต้นประกอบด้วยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญหลายฉบับ,
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และวิษณุ เครืองาม แต่หลังการประกาศชื่อ
สองคนนี้ได้ลาออกเนื่องจากได้รับเสียงวิจารณ์ว่าเคยร่วมงานกับขั้วอำนาจเก่าของรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร
ภายหลังนายมีชัยได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าทีมร่างรัฐธรรมนูญ
โดย คปค. ได้แต่งตั้งนายจรัญ ภักดีธนากุล
ซึ่งในช่วงนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่แทน
หน่วยงานใหม่
หน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549
-
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทำหน้าที่แทนรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
-
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
ทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ
-
สภาร่างรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2550 / สมัชชาแห่งชาติของประเทศไทย ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ.
2550
-
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
ทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา
18.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 18
ซึ่งจัดร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในระหว่าง พ.ศ. 2549-2550
ภายหลังการรัฐประหารในประเทศโดย
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อคณะเป็น
"คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" (คมช.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปีเดียวกัน
โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม
พ.ศ. 2550 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรุงเทพมหานคร นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก หน้า 1
ในวันเดียวกันนั้น และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายทันที แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้เป็นกฎหมายไทยฉบับแรกที่เมื่อร่างเสร็จและได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว
ได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ
ณ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผลปรากฏว่าผู้มาลงประชามติร้อยละ 57.81 เห็นชอบ
และร้อยละ 42.19 ไม่เห็นชอบ ประธาน สนช. จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย
เนื่องจากในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดความผันผวนทางการเมืองภายในประเทศ
การร่างจึงดำเนินไปบนความร้อนแรงทางการเมือง
เผชิญหน้าทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ
และฝ่ายที่ต่อต้าน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นขั้นตอนการร่าง อาทิ
การขาดความมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชน การที่ คมช. ผูกขาดการสรรหาสมาชิก
สสร. และในเนื้อหาสาระของร่าง อาทิ
มีการกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาเกือบกึ่งหนึ่งของจำนวนมาจากการแต่งตั้ง
รวมถึงการนิรโทษกรรม คมช. เองสำหรับการก่อรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไขสองครั้งในเดือนมีนาคม
พ.ศ. 2554 โดยมีประเด็นที่แก้ไขคือ ระบบการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1
มาตรา 93-98) และข้อกำหนดในการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2
มาตรา 190)
การแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่จัดร่างรัฐธรรมนูญใหม่
โดยมีขั้นตอนการแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้
-
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
แต่งตั้ง สมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,000 คน (มาตรา 22)
-
สมัชชาแห่งชาติ กรอง
ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 200 คน โดยเลือกให้เสร็จภายใน 7 วัน
(มาตรา 22)
-
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
กรอง ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จาก 200 คน เหลือ 100 คน (มาตรา 22)
-
ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
กรอง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 25 คน สมัชชา (มาตรา 25)
-
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
แต่งตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรง อีกจำนวน 10 คน (มาตรา 22)
ขั้นตอนการแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ได้ถูกต่อต้าน ทั้งจากกลุ่ม นักวิชาการ
นักวิชาการที่เคยต่อต้านรัฐบาลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และ
กลุ่มสิทธิมนุษยชนสากล
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้วางแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
โดยยึดตามแนวทางและแก้ไขจุดอ่อนของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ 4 ประการ คือ
1.
คุ้มครอง ส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน
2.
ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน
3.
การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม
4.
ทำให้องค์กรตรวจสอบมีความอิสระ เข้มแข็ง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้
มีเนื้อหาสาระตามหมวดต่างๆ ดังต่อไปนี้
คำปรารภ
หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 1-7)
หมวด 2 พระมหากษัตริย์ (มาตรา 8-25)
หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย (มาตรา
26-69)
หมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย (มาตรา 70-74)
หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (มาตรา
75-87)
หมวด 6 รัฐสภา (มาตรา 88-162)
หมวด 7
การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน (มาตรา 163-165)
หมวด 8 การเงิน การคลัง และงบประมาณ (มาตรา
166-170)
หมวด 9 คณะรัฐมนตรี (มาตรา 171-196)
หมวด 10 ศาล (มาตรา 197-228)
หมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 229-258)
หมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (มาตรา
259-278)
หมวด 13
จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา 279-280)
หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา
281-290)
หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา
291)
บทเฉพาะกาล (มาตรา 292-309)
ประเด็นข้อเรียกร้อง
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบุคคลและองค์กรต่าง
ๆ ออกมาเรียกร้องในหลายประเด็น เช่น
การแก้ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง
แทนที่จะมาจากการเลือกตั้ง เดิมในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง
สภาร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขให้มาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มทหารและข้าราชการ นาย วิชา
มหาคุณ อดีตผู้พิพากษา และกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ได้สนับสนุนการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก โดยกล่าวว่า
"เรารู้กันดีว่าการเลือกตั้งสว.เป็นเรื่องการเล่นตลกร้ายของตระกูลนักการเมือง
ทำไมชาวบ้านถึงอยากให้เห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย? ชาวบ้าน
และโดยเฉพาะนักวิชาการ ที่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะก่อให้เกิด
ประชาธิปไตยที่แท้จริง กำลังคิดแบบฝันลอย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหา สภา
เหมือนที่เห็นกันในอดีต ดังนั้น ทำไมชาวบ้านไม่อยากให้กลุ่มผู้พิพากษาช่วยเลือกให้
การลดความมั่นคงของฝ่ายบริหารและระบบพรรคการเมือง
เดิมในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งมีความมั่นคง และระบบพรรคการเมืองเพิ่มความสำคัญขึ้น
สภาร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขให้ฝ่ายบริหารและระบบพรรคการเมืองลดอำนาจเบ็ดเสร็จลง
โดยทำให้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ง่ายขึ้น
อนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย้ายพรรคได้ง่ายขึ้น
และไม่อนุญาตให้บุคคลใดมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีเกินสองสมัย
การไม่บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย,
คณะสงฆ์อณัมนิกาย และอีก 300
องค์กรได้รณรงค์ให้มีการบัญญัติคำว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ไม่สำเร็จ
การเรียกร้องให้เปลี่ยนนามประเทศไทยเป็นสยาม
โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเชื้อชาติ
ภาษาและอัตลักษณ์วัฒนธรรม ตรงตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์
เพื่อหลักการณ์ของความสมานฉันท์ ยอมรับในความหลากหลายทางเชื้อชาติ
การเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยกลุ่มเกย์
10 องค์กร
ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ
2550 กับ 2540
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แตกต่างจากฉบับ
พ.ศ. 2540 อยู่หลายประการ[16][17] ดังจะเห็นว่ามีการถอดรื้อโครงสร้าง เช่น
สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ
การเงินการคลังงบประมาณ ฯลฯ
รัฐธรรมนูญ 2540
ได้รับการกล่าวขานว่ามีความก้าวหน้าเนื่องจากนำแนวคิดใหม่ ๆ
ที่ลอกเลียนจากต่างประเทศมาใช้
แต่เมื่อบังคับใช้จริงก็ดูจะไม่ค่อยสอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทย
เพราะเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดใหญ่
การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางทั้งกรณีการฆ่าตัดตอน 2 พันศพ
อุ้มฆ่าแกนนำภาคประชาชนที่ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ เช่น กรณีของ สมชาย
นีละไพจิตร นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 2540
ถูกวิจารณ์ว่าทำให้ฝ่ายการเมืองเข้มแข็งเกินไปจนเกิดระบบผู้นำกึ่งประธานาธิบดี
รัฐธรรมนูญ 2550 จึงถูกวิจารณ์ว่ามีอคติต่อ "ระบอบทักษิณ"
ที่มีคำอธิบายว่าเป็นเผด็จการทุนนิยม ใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้เกิดผู้นำเดี่ยวที่สามารถใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ละเลยต่อเสียงปัญญาชนในสังคม
สุดท้ายจึงสร้างปัญหาต่อระบอบประชาธิปไตยจนก่อตัวเป็นวิกฤตการเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีข้อห้ามต่าง ๆ ที่เป็นพฤติกรรมของระบอบทักษิณ เช่น
ห้ามควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร
การทำเอฟทีเอต้องฟังความเห็นจากรัฐสภา
เข้มงวดต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและจริยธรรมของนักการเมือง
สร้างมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นต้น
จุดแข็งของรัฐธรรมนูญ 2550
คือบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น รัฐต้องจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทุกชนชั้น
ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ทุพพลภาพต้องได้รับการศึกษาทัดเทียมบุคคลอื่น
ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้เพียงพอ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
ให้สิทธิประชาชนได้รับหลักประกันและสวัสดิภาพในการทำงาน ให้สิทธิแก่ข้าราชการ
เจ้าหน้าที่รัฐในการรวมกลุ่มเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตน ที่สำคัญคือให้มีผลบังคับทันที
ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุข้อความท้ายมาตราต่างๆ ว่า "ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ" หมวดที่ได้รับการบัญญัติขึ้นมาใหม่ เช่น
"สิทธิชุมชน" ชุมชนสามารถปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรท้องถิ่นของตน หรือการกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นหากโครงการก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือทรัพยากรธรรมชาติ
หมวด "การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน"
ให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย
หรือถอดถอนนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบได้ง่ายขึ้น ประชาชนมีโอกาสยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
รวมถึงการ ให้รัฐต้องจัดให้มีกฎหมายการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ฯลฯ
หมวด
"แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ"
มีสภาพบังคับให้รัฐต้องทำซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่จะทำหรือไม่ก็ได้
เพิ่มเนื้อหามุ่งกระจายความเป็นธรรมในสังคม และปกป้องทรัพย์สินของชาติ เช่น
ปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากร การปฏิรูปที่ดิน จัดให้มีการวางผังเมืองเพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างทั่วถึง
คุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่ให้เกิดการผูกขาด หรือ
หากรัฐบาลจะทำสนธิสัญญาที่มีผลต่อความมั่นคงทางสังคมหรือเศรษฐกิจ เช่น
เอฟทีเอต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน จุดเด่นอื่น ๆ คือ
มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เข้มแข็งขึ้น เช่น ห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
รวมถึงภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท กำหนดให้ ส.ส.
และ ส.ว. ตลอดจนคู่สมรสและบุตร ห้ามรับหรือแทรกแซงสัมปทานจากรัฐ
หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. แสดงบัญชีทรัพย์สิน
จากเดิมที่กำหนดเฉพาะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และได้เพิ่มหมวด
"จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ"
สร้างกลไกควบคุมการใช้อำนาจให้เป็นไปโดยสุจริตและเป็นธรรม นอกจากนี้
ยังได้ปรับปรุงระบบตรวจสอบโดยรื้อที่มาองค์กรอิสระทั้งหมด
ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงกระบวนการสรรหาอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต
อย่างไรก็ตาม
มีข้อท้วงติงในประเด็นโครงสร้างของสถาบันการเมือง เช่น ที่มาของ ส.ส. และ ส.ว.
หรือการให้อำนาจฝ่ายตุลาการเข้ามาแก้ปัญหาฉ้อฉลทางการเมือง
ด้วยการเพิ่มบทบาทในการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่องค์กรอิสระ และร่วมสรรหา ส.ว. จำนวน
74 คน เป็นที่มาของข้อครหาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย
ที่ให้อำนาจชนชั้นนำกับขุนนางผ่านทางวุฒิสภาและตุลาการเพื่อสร้างฐานอำนาจ
แต่คำชี้แจงอีกด้านกล่าวว่า สภาพวัฒนธรรมการเมืองไทยในปัจจุบัน การให้
ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 100%
โดยหวังว่าจะปลอดจากการครอบงำของพรรคการเมืองคงยังไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ
ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้ง ส.ว. สองครั้งที่ผ่านมาซึ่งอยู่ในสภาพ
"สภาผัวเมีย-สภาบริวาร" ขณะที่การสรรหา
ส.ว.อาจได้ตัวแทนหลายสาขาอาชีพกว่า ทำให้การทำงานด้านนิติบัญญัติมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นหนึ่งคือการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ส.ส. ไปใช้แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์
เป็นที่เกรงกันว่าจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอเพราะผู้สมัครในพรรคเดียวกันจะแย่งคะแนนกันเอง
และการทุ่มเงินซื้อเสียงจะมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับระบบเขตเดียวคนเดียว
โครงสร้างการเมืองใหม่ที่ลดการผูกขาดอำนาจ มีมาตรการตรวจสอบมากมาย
และให้สิทธิประชาชนฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญหากรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
อาจส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่อ่อนแอลง
แต่ผู้ร่างชี้แจงว่ากติกาเช่นว่านี้บังคับให้รัฐบาลต้องตอบสนองประชาชน
หากละเมิดต่อหลักรัฐธรรมนูญก็จะอยู่ลำบาก
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ 2550
ยังยกเลิกข้อห้ามไม่ให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีที่เคยระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา
118 จึงทำให้รัฐมนตรีอาจมาจาก ส.ส.
ทั้งสองระบบโดยไม่ต้องมีการเลื่อนรายชื่อหรือจัดการเลือกตั้งใหม่
การประกาศใช้
วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 นายมีชัย
ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2550 โดยมีนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นายพิทูร
พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ ส.ส.ร. นางสุวิมล
ภูมิสิงหราช เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงของรัฐสภาเข้าร่วมในพิธี
จากนั้นนายมีชัยพร้อมคณะเดินทางไปยังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อเข้าเฝ้าฯ
ทูลเกล้าฯ ถวายร่าง รธน. เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชมเชย ส.ส.ร.ว่าอุตสาหะร่าง รธน.จนเสร็จ
เพราะยากมาก จากนั้นจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศต่อไป ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
(สลค.) ได้เตรียมการไว้[20]
มีรายงานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้จัดทำไว้ทั้งสิ้น
3 เล่ม[20] หลังจากทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วจะนำไปเก็บไว้ 3 แห่งด้วยกัน
ฉบับที่ทำด้วยทองคำแท้จะเก็บไว้ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่วนอีก 2 เล่ม
ที่ทำด้วยเงินกะไหล่ทอง เก็บไว้ที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
(สลค.)
ขั้นตอนสำคัญที่เกิดภายหลังทรงลงพระปรมาภิไธย
คือ การประทับพระราชลัญจกร 4 องค์[20] ประกอบด้วย พระราชลัญจกรมหาโองการ
พระราชลัญจกรไอยราพต พระราชลัญจกรหงสพิมาน และพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์
รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีจำนวน 592 หน้า 2,368 บรรทัด มีน้ำหนัก 7 กิโลกรัม
และปกมีตราพระครุฑพ่าห์ติด พร้อมลงรักปิดทองทั้ง 6 ด้านตามโบราณราชประเพณี
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีขึ้นในวันที่
23 ธันวาคม 2550 ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ อันประกอบด้วย ร่าง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.,
ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) ได้ประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธาน[20] ผลปรากฏว่ามีการเสนอชื่อ น.ต.ประสงค์
สุ่นศิริ สมาชิก สนช. และนายวิษณุ เครืองาม แต่นายวิษณุขอถอนตัว
ต่อมาที่ประชุมมีมติให้นายวิษณุ
เป็นรองประธาน กมธ.คนที่ 1 นายสุจิต บุญบงการ เป็นรองประธานคนที่ 2
และเป็นประธานอนุ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. นายยุวรัตน์ กมลเวชช
เป็นรองประธาน คนที่ 3 และเป็นประธานอนุ กมธ.พิจารณาร่าง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
เป็นรองประธาน คนที่ 4 และเป็นประธานอนุ กมธ.พิจารณาร่าง
พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เป็นเลขานุการ กมธ.
นายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นรองเลขาฯ นายประพันธ์ คูณมี นายคำนูณ สิทธิสมาน และนายธงทอง
จันทรางศุ เป็นโฆษก กมธ.